อัศศอหาบะห์
แบบอย่างที่อัลกุรอานได้อ้างถึง เพื่อให้เรายึดมาเป็นประทีปนำทาง เพื่อให้เราได้แสวงหามันมาเป็นเครื่องส่องทางให้สว่างไสว เพื่อให้เราได้เรียนรู้ศึกษาเพื่อนำมาเป็นประโยชน์ นี่คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับคนหนุ่มสาวของเราในการยึดมั่นเป็น "แบบอย่าง" ด้วยแบบ(โมเดล)ต่างๆเหล่านี้ ซึ่งเป็นแบบอย่างแห่งอิสลาม แบบอย่างเหล่านี้ก็คือ คนหนุ่มสาวที่อยู่ร่วมกับท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ.ล) พวกเขาเป็นคนหนุ่มที่มีความศรัทธาต่อรอซูลุลลอฮ
คนที่สำคัญจากพวกเขาได้แก่ ท่านอบูบักร อัศศิกดี้ก ขณะนั้นอายุ 38 ปี ที่อ่อนกว่านั้นก็คือ ท่านอุมัร อัลค็อฏฏอบ อายุอ่อนกว่าท่านอบูบักร 10 ปี(ท่านอุมัรอายุประมาณ 28 ปีขณะที่รับอิสลาม) ถัดจากนั้นคือ ท่านอลี อิบนุ อบีฏอลิบ อายุ 8 ปีหรือราวๆประมาณนี้ และท่านอัซซุบัยรฺ บิน เอาวาม ก็อายุประมาณนี้เช่นกัน
พวกเขาเป็นคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว พวกเขาได้สนับสนุนต่อท่านรอซูล(ศ.ล) เป็นเรื่องปกติเหมือน
กับบรรดาผู้ติดตามนบีต่างๆก่อนหน้านี้ ก็ล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสาว ดังที่อัลลอฮ(ซ.บ) ได้กล่าไว้เกี่ยวกับผู้ติด
ตามท่านนบีมูซา(อ.ล) "ไม่มีใครศรัทธาต่อมูซา ยกเว้นลูกหลาน(ซุรริยยะห์)บางคนจากกลุ่มชนของเขา" (10 : 83) คำว่า "ซุรรียยะห์" หมายถึง ลูกหลานที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตจากกลุ่มชนของท่านนบีมูซา(อ.ล) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศรัทธาต่อท่าน
ด้วยเหตุนี้เอง เราปราถนาที่จะให้คนหนุ่มสาวได้นำคุณลักษณะเป็นเลิศของคนยุคแรก คือ บรรดาศอหาบะห์ของท่านรอซูล(ศ.ล) มาประดับประดาในตัวเขา พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ช่วยเหลืออิสลาม พวกเขาได้ทุ่มเทสนับสนุนท่านรอซูล(ศ.ล) ด้วยกำลังความสามารถของพวกเขาอย่างเต็มกำลัง อุทิศตนและพลีชีวิตด้วยทุกสิ่งทุกอย่างในแนวทางแห่งการช่วยเหลือศาสนานี้ พวกเขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อย พวกเขาไม่เคยหวงทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ หรือแม้แต่ชีวิตก็ตาม อัลลอฮได้ซื้อพวกเขาด้วยชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา โดยพวกเขาได้สร้างความประจักษ์ต่อแนวทางนี้ด้วยชีวิตของพวกเขาเอง และได้อุทิศทรัพย์สมบัติเพื่อแสวงสวรรค์ ที่ความกว้างของมันอยู่ระหว่างฟากฟ้าและแผ่นดิน "โดยพวกเขาจะได้สวรรค์เป็นการตอบแทน" (9 : 111)
พวกเขาคือบรรดาศอหาบะห์หรือสหายของท่านรอซูล(ศ.ล) ที่ได้กระจายอิสลามออกไปสู่ทวีปต่างๆ พวกเขาได้นำอิสลามออกไปปลดปล่อยมนุษยชาติสู่อิสรภาพต่อจากท่านรอซูล(ศ.ล) พวกเขาได้เข้าสู่สมรภูมิต่างๆ ได้ต่อสู้กับจักรวรรดิทั้งหลายที่เกรียงไกร ซึ่งเป็นจักรวรรดิที่สถาปนาขึ้นมาบนพื้นฐานการบูชามนุษย์ พวกเขาบางคนได้ยึดเอาบางคนเป็นพระเจ้า นอกเหนือจากอัลลอฮ(ซ.บ)
"สาสน์" ที่บรรดาศอหาบะห์ได้นำออกไป เป็นสาสน์ที่มุ่งปลดปล่อยมนุษยชาติให้พ้นจากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกันเอง ดังที่ศอหาบะห์ชาวเบดูอินคนหนึ่ง คือท่านริบอีย์ อิบนิ อามิร ได้กล่าวแก่รุสตุม ขุนพลที่นำเปอร์เซียว่า
"เราเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮส่งมาเพื่อให้เรานำมนุษยชาติออกจากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกัน
ไปสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮเพียงผู้เดียว
ออกจากความคับแคบของโลกนี้ไปสู่ความกว้างขวางของมัน
ออกจากการกดขี่ของศาสนาต่างๆไปสู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม"
นี่คือความใฝ่ฝันที่เกิดขึ้น ณ คนหนุ่มสาวยุคนั้น น่าเสียใจที่สิ่งนี้ไม่ใช่ความใฝ่ฝันที่เราเห็นท่ามกลางคนหนุ่มสาวของเราในยุคนี้!
ความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว ณ วันนี้ ล่มสลายไปหมดสิ้นความมุ่งมั่นความตั้งใจก็อ่อนปวกเปียก ชีวิตของพวกเขาเป็นชีวิตที่มุ่งที่จะอยู่บนแผ่นดินนี้ตลอดไป เป็นชีวิตที่เดินตามอารมณ์ใคร่ต่างๆ ตรงข้ามกับชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของบรรดาศอหาบะห์ ที่ผูกติดอยู่กับความหวังอันยิ่งใหญ่ นั่นก็คือการนำอิสลามออกไปสู่ผืนแผ่นดิน พวกเขาสำนึกอยู่เสมอว่า พวกเขาคือผู้ที่ถูกส่งมา "อัลลอฮคือผู้ที่ส่งเรามา เช่นเดียวกับที่อัลลอฮได้ส่งมุฮัมหมัดให้แก่ประชาชาติของเรา"
ประชาชาติที่ถูกส่งมาเพื่อสาสน์อันนี้ เช่นเดียวกับที่รอซูล(ศ.ล) ได้ถูกส่งมาเพื่อสาสน์อันนี้ เรื่องนี้ท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ.ล) ได้กล่าวว่า "พวกท่านได้ถูกส่งมาเพื่อสร้างความง่าย ไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อให้มันยาก"(บุคอรีย์) นี่คือประชาชาติที่ถูกส่งมา ตัวอย่างของท่านริบอีย์ อิบนิ อามิร ชายชาวเบดูอินที่กล่าวมาข้างต้น ไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัยใด ไม่เคยอ่านตำรับตำราใด
ท่านเคยผ่านแต่เฉพาะการศึกษาในโรงเรียนที่เรียกว่า มัดรอซะห์ อันนุบุววะห์ "โรงเรียนแห่งการเป็นผู้นำสาสน์" เขาเคยนั่งอยู่เบื้องหน้าของมุฮัมหมัด(ศ.ล) เขาได้นำอิสลามเข้าไปมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งของชีวิต ทุกรายละเอียด เราต้องการให้คนหนุ่มสาวของเราถูกสร้างขึ้นมาอย่างที่ริบอิย์ อิบนิ อามิร ได้ถูกสร้างขึ้นมา
อีกท่านหนึ่งคือ ท่านอุซามะห์ บิน ซัยดฺ ผู้นำกองทัพมุสลิม ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 18 ปี ทั้งที่ในกองทัพนั้น มีศอหาบะห์อาวุโสอยู่ด้วย แต่ว่ารอซูล(ศ.ล) ได้แต่งตั้งเขา
ท่านรอซูล(ศ.ล) ต้องการสอนให้มุสลิมทั้งหลายได้รู้ว่า ในตัวคนหนุ่มสาวนั้นมีศักยภาพความ
สามารถต่างๆที่ควรให้โอกาสเขา ควรเปิดทางให้แก่เขา ควรเตรียมให้เขาด้วยภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ในกองทัพของอุซามะห์ มีคนอย่างท่านอุมัร อิบนิ ค็อฏฏอบ คนอย่างท่านอบูอุบัยดะห์ อิบนิ อัลญัรรอฮ และคนสำคัญคนอื่นๆ
นี่คืออะไร!! นี่คือการที่ท่านรอซูล(ศ.ล) ได้สอนเราว่า คนหนุ่มสาวควรจะเข้ามาแบกรับความผิดชอบในการนำกองกำลังอิสลาม
คนหนุ่มสาวไม่ควรล้มละลายหายไปกับความเพลิดเพลิน การละเล่น และความว่างเปล่า ซึ่งอันหลังนี้คนหนุ่มสาวของเราในวันนี้กำลังประสบกับความป่วยไข้นี้อยู่ และเราก็ปวดร้าวอยู่ใยขณะนี้ ได้แก่ความว่างเปลาทางปัญญาที่ปราศจากความรู้ ความว่างเปล่าของหัวใจที่ปราศจากความตักวา ความว่างเปล่าของจิตวิญญาณที่ปราศจากความหวังทิ่ยิ่งใหญ่ ความว่างเปล่าของเวลาที่ปราศจากการกระทำและการสร้างประโยชน์ นี่แหละคือ "ความว่างเปล่า" ที่เรากำลังปวดร้าวอยู่ในขณะนี้
ในสมัยราชวงศ์อาวียะห์ เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากระกูลษะกีฟ อายุเพียง 17 ปี ได้นำกองทัพมุสลิมไปพิชิตแคว้นสินด์(รัฐทางภาคตะวันตกของชมพูทวีป ปัจจุบันอยู่ในปากิสถาน) เด็กหนุ่มคนนีชื่อ มุฮัมหมัด อิบนิ อัลกอซิม อัษษะเกาฟีย์ ซึ่งถูกส่งไปที่นั่นโดย อัลฮัจญาจ เด็กหนุ่มคนนี้เดินทางไปยังดินแดงที่เขาไม่เคยเข้าไปมาก่อน เป็นดินแดนที่เขาไม่เคยรุ้จักมาก่อน แต่ว่าเขาได้เดินทางไปพร้อมกับความหวังในฐานะมุสลิมคนหนึ่ง เดินทางไปพร้อมกับความเชื่อมั่นในฐานะผู้ศรัทธาคนหนึ่ง เป็น "ความทะเยอทะยาน" ของผู้ที่ต้องการแผ่กระจายอิสลามออกไป นี่คือ "คนหนุ่มสาว" ที่กวีท่านหนึ่งได้กล่าวว่า
"ความโอบอ้อม ความอารี ความนุ่มนวล
เป็นบุคลิกของมุฮัมหัด บุตรของกอซิม บุตรของมุฮัมหมัด
ผู้นำทัพ วัยสิบเจ็ด
โอ้ เมื่อไหร่จะมีคนเช่นนี้เกิดขึ้นมาอีก"
ฉันได้เห็นในประเทศปากีสถานใกล้ๆกับการาจี มีสถานีรถไฟที่ถูกเขียนไว้ว่า "สถานีแห่งมุฮัมหัมด อิบนิ กอซิม" ซึ่งเป็นทางแยกของประเทศนั้น ยังคงมีชื่อของเขาติดอยู่ในที่นั่น เป็นการรำลึกถึงเขา เนื่องจากผลงานของเขา ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด เนื่องจากการต่อสู้ดิ้นรนของเขา ไม่ใช่เพียงแค่ความคาดหวัง
นี่คือสิ่งที่เราต้องการจากหนุ่มสาวของเราวันนี้ เราต้องการให้คนหนุ่มสาวทุกวันนี้มีชีวิตอยู่เพื่อ "สาสน์" แห่งอิสลาม และสาบานตนที่จะอุทิศตัวเพื่อช่วยเหลืออิสลาม เพื่อที่จะช่วยเหลืออิสลาม
เขียน : ชัยคฺ ยูซุฟ อัลกอรฎอวีย์
นำเสนอ : ZUN-NUR@Islamic Sibling